4 วิธียกระดับหงส์แดงจากหลุม

เหตุการณ์ของลิเวอร์พูลในขณะนั้น ถ้าเกิดเป็นผู้เจ็บป่วยติดเตียง อาการมีแต่ว่าทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองครั้งติดกัน ทั้งๆที่ก่อนโดนสวอนซีบุกคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ ยินดีเสนอผลงานไร้ปราชัยในแอนฟิลด์ ยาวนานผ่านปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความแพ้พ่ายที่จบทางไปเวมบลีย์ เพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่พึ่งจะแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แต่ว่าหัวข้อที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่กับลิเวอร์พูล จากความมีชัยแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือทีมต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมรู้สึกว่าทุกคนอาจจะเพียงพอมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นเป็นการระดมความคิดเห็นหาทางออก เพราะในเมื่อเหตุการณ์เลวทรามมาถึงจุดนี้ พบร คล็อปป์ ควรถึงเวลาลงมือกระทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยน รวมทั้งผลักทีมให้กลับขึ้นมาผงาดอีกทีผมเก็บมาเป็นข้อๆเท่าที่เพียงพอนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกแบบอย่างการเล่นทั้งระบบ สไตล์ รวมทั้งกรรมวิธีให้ไม่เหมือนกับแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆในระหว่างที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เพราะจนกระทั่งขณะนี้ ผลงานชนะพลีมัธ แค่ทีมเดียวจาก 7 นัดหมาย รวมทั้งจะต้องใช้ช่องทางถึง 180 นาที เพื่อคว่ำทีมระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนชัดเจนว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูพบร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีผู้แทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายกัน ไม่ถึงขั้นว่าจะต้องราวกับ มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเปิดช่องให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมากระทำการจะดูได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ต่อสู้ให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมๆกันเป็นฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้ากลีบเมฆไปด้วยเมื่อกลางสัปดาห์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ รวมทั้งขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แต่ว่าตลอด 45 ทุ่งนาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์หมูแฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากตอนต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เพราะการแก้แบบหนึ่งมักทำให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางขวายังบอดอย่างเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นก้าวหน้าระดับหนึ่ง แต่ว่าเขาควรแบกความคาดหมายในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนกระทั่งช่วงหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูตินโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างช่องทางได้เยอะขึ้น รวมทั้งควรมองเห็นสกอร์ขั้นต่ำๆ1-2 ประตู
เป็นอีกทีต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 รวมทั้งเมื่อไม่เป็นผลถึงค่อยคิดเปลี่ยน
กับสวอนซีจะต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความตื่นตัว ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มด้วยผล 0-0 ครับผม แต่ว่าตาม 0-1 จากนัดแรก แล้วเพราะเหตุใดถึงปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาเพียง 45 นาทีสุดท้าย
2. เว้นแต่ความเคลื่อนไหวในสนามแข่งแล้ว สิ่งที่ยากกว่าเป็น คล็อปป์อาจจะต้องปรับวิธีทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในช่วงซัมเมอร์ ว่าจากการเล่าเรียนเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขามองเห็นนักฟุตบอลหงส์แดงเหี่ยวปลาย รีบไม่ขึ้นในช่วงหลัง
เหมือนกันกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีฟุตบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ รวมทั้งรัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นครึ่งหนึ่งทายในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมรวมทั้งการฝึกซ้อมที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะทำให้ลิเวอร์พูลลำบากในช่วงครึ่งฤดูหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลส่ายหน้าไม่เชื่อแต่ว่าหลังเกมกับเซาธ์หมูแฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง เป็นนักฟุตบอลดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง รวมทั้งแพ้หลายครั้งขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่มองเห็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ ราวกับในตอนแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม รวมทั้งนับว่าบีบคั้นทีมเยี่ยมได้พอเหมาะพอควร
แต่ว่าก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นระยะๆไม่ต่อเนื่อง ราวกับจะบีบได้แล้ว แต่ว่าสุดท้ายก็คลายออก ความฟิตของนักฟุตบอลจะต้องถูกตั้งข้อซักถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนกระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. ควรยอมรับเหอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่พอจะประมือกับอีก 4-5 ทีมบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีทีม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองผู้ใดกัน แต่ว่าอย่างที่มองเห็นเมื่อเกมไปสู่ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม รวมทั้งคล็อปป์แทบจะไม่ขยับเปลี่ยนตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนช้าเกินความจำเป็น แทนที่จะเปลี่ยนตั้งแต่ออกสตาร์ตช่วงหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่มั่นใจว่าตัวสำรองจะดำเนินงานได้ดีกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักฟุตบอลใหม่ในช่วงเดือนมกราคม อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ รวมทั้งเขาก็มีส่วนเหมาะสมว่ามันไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆราวกับที่คนจำนวนไม่น้อยคิด ด้วยเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ว่าถึงอย่างงั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมดินแดนกลาง บางคราวเงื่อนไขบางข้อ ของดีราคาไม่แพงเกินความจำเป็นก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังเพียงพอทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีกว่าปล่อยให้ตายไปซึ่งๆหน้า
4. ทำทุกสิ่งอย่างเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่จะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยทีมจากการไปทำศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดครับผม รวมทั้งผมอาจจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความบริสุทธิ์ใจต้องการให้ไม่เข้ารอบแต่ว่าไก่โห่เลยด้วย ความคาดหมายหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังยับเยินตั้งแต่ผ่านสองนัดแรก เพราะเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำประตูได้ทั้งสองเกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆตระเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลเหนือชั้นกว่าอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวผ่านถึงเดือนกุมภาพันธ์

มิดฟิลด์ตัวปะทะในฝัน

''ตอนนี้ ผมได้รับมอบหมายให้เล่นเกมรับมากยิ่งกว่าเดิม ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างขณะที่ทีมแทงอล รวมทั้งแย่งมันคืนมาให้ได้ งานของผมเป็นการจัดการแดนกึ่งกลางให้นิ่ง ผมพร้อมปรับพฤติกรรมไปตามคำบัญชาของผู้เป็นนายจ้าง แต่ว่าผมก็สามารถเล่นเกมรุกได้แบบเดียวกัน'' นี่เป็นคำให้การของ อันเดร์ เอรร่า อันบ่งชี้ถึงหน้าที่รวมทั้งหน้าที่ของเขาในช่วงเวลานี้โน่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ
แถมเป็นมิดฟิลด์ตัวรับประเภทมือใหม่หัดทำลายเกมคู่แข่งอีกต่างหาก แต่ว่าสถิติในการล้มล้างกลับเหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เสียอีกครับ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งบอล การตัดบอล หรือการเข้าปะทะ
คิดรวมทั้งแปลกๆอยู่แบบเดียวกัน เพราะไม่มีวี่แววว่านักฟุตบอลวัย 27 ผู้นี้จะสถาปนาตัวเองเป็นมิดฟิลด์ตัวรับลำดับที่หนึ่งของพรีเมียร์ลีกก่อนจะขายวิญญาณให้ปีศาจแดง อันเดร์ เอรร่า ไม่ใช่ผู้เล่นที่มีชื่อเลื่องลืออะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว
ตอนเป็นหนึ่งในนายทัพของ แอตเลว่ากล่าวก ใบเสร็จรับเงินเบา ชุดที่บุกมากำราบ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึก ยูโรปา ลีก เมื่อฤดูกาล 2011-12 ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักนักฟุตบอลผู้นี้สักเท่าไหร่ เพื่อนฝูงร่วมทีมของเขาเสียอีกอย่าง ฆาบี มาร์ว่ากล่าวเนซ หรือ อีเคร์ มูเนียอิน ที่อยู่ในความสนใจจากราษฎรมากยิ่งกว่าแม้กระนั้น เข้าใจว่า แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะแอบเฝ้าดูผู้เล่นคนนี้มาตั้งแต่ขณะนั้นแล้ว
ส.ค. 2013 ภายหลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกแทนที่ด้วย เดวิด มอยส์ ได้ไม่นานเดือน – แมนฯ ยูไนเต็ด ติดต่อขอซื้อนักฟุตบอลชาวบาสก์แต่กำเนิดผู้นี้พร้อมข้อเสนอ 24 ล้านปอนด์แอต.มาดริด ยักไหล่ใส่โดยพลันพลางพูดว่า…น้อยไป
มิถุนายน 2014 แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปที่ ใบเสร็จรับเงินเบา อีกครั้งพร้อมค่าชดเชยที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อรองกันอยู่นาน ก่อนจะตกลงกันเหมาะราคาโดยประมาณ 29 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่ามิใช่เบาเลยทีเดียว
ยอมรับสารภาพตามจริงว่าตอนเลื้อยก้นมา แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆผมไม่รู้จะนักฟุตบอลผู้นี้มาก่อน ไม่เคยดู ไม่เคยเห็น ไม่เคยพึงพอใจ สงสัยเป็นเพราะผมดูบอล ลา ลีกา ของ สเปน ปีละเพียงแค่ 2 นัดหมายหมายถึงเอล กราสิโก้ ที่บ้านของ บาร์ซ่า กับ เอล กราสิโก้ ที่บ้านของ มาดริด 555
เมื่อซักถามข้อมูลจากนักข่าวสายวัวกระทิงดุประจำศูนย์บัญชาการซอคเก้อร์ก็ได้การแบบเพียงพอสังเขบว่า อันเดร์ เอรร่า เล่นในตำแหน่ง "มิดฟิลด์ตัวกลาง" โดยจัดอยู่ในประเภท "บ๊อกซ์ ทู บ๊อกซ์" เป็นวิ่งขึ้น-วิ่งลง ไม่ชัดเจนว่าเป็นตัวรุกหรือตัวรับ ประมาณว่าคอยเชื่อมเกมด้วยความขยัน ทุ่มเท มีวินัย รวมทั้งใฝ่คุณงามความดี
ฤดูกาลแรกในชุดแต่งกายปีศาจแดง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด มานะปรับเปลี่ยนระบบการเล่นเปลี่ยนไปเรื่อยเริ่มต้นจาก 3-5-2 ก่อนเปลี่ยนมาเป็น 4-1-2-1-2 แบบไดมอนด์ ท้ายที่สุดมาลงตัวที่สูตร 4-1-4-1 ดาเล่ย์ บลินด์ แขวนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ โดยมี อันเดร์ เอรร่า กับ มารูยาน เฟลไลนี่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่ข้างหลังศูนย์หน้า
ฤดูกาลแรก นักฟุตบอลผู้มีใบหน้าละม้ายคล้าย "พี่น้อย" แห่งวงพรู ลงเล่นทั้งหมด 31 นัดหมายในทุกรายการ ยิงได้ 8 ประตู ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอาชีพค้าหน้าแข้งของเขาเลยทีเดียว ขณะที่ แมนฯW88ยูไนเต็ด กลับเข้าไปอยู่ในท็อปโฟร์ได้สำเร็จ
ฤดูกาลต่อมา (ก็ซีซั่นที่แล้วนั่นแหละ) ท่านคุณครูหลุยส์เหมือนถูกธาตุไฟเข้าแทรกกระทั่งประสาทแดร็กซ์ คิดมาก ฟุ้งซ่าน รวมทั้งปรัชญาขึ้นสมอง ว่าแล้วปรับระบบการเล่นอีกครั้งเป็น 4-2-3-1 โดยมานะจะวาง อันเดร์ เอรร่า เป็น "หน้าต่ำ" หรือ "ผู้เล่นเลข 10"ปรากฏว่าเผชิญความไม่เป็นผลสำเร็จอย่างแรงเพราะ "พี่น้อย" ไม่ใช่เพลย์เมคเก้อร์ตามเหตุผลอยู่แล้ว แน่ๆสไตล์การเล่นของเขาไม่เหมือน พอล สโคลส์ อย่างที่คนอีกจำนวนไม่น้อยมานะเอามาเปรียบเทียบ
เขาพลิกบอลไม่ได้ – ไม่มีความเร็ว ความสามารถเฉพาะบุคคลก็ไม่ได้สูงอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียว การตะบันยิงก็ไม่ถึงกับเฉียบคมรวมทั้งเด็ดขาดอะไร จุดเด่นอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท มีวินัย รวมทั้งใฝ่คุณงามความดี

ภายหลังจากไม่เวิร์ค หลุยส์ ฟาน กัล ก็มานะเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งหน้าต่ำของระบบ 4-2-3-1 ไปเรื่อยจนกว่าจะพบคนที่ใช่ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่พบคนที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็น อัดนาน ยานาไซ, เมมฟิส เดอปาย, เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า, มารูยาน เฟลไลนี่ รวมทั้งเจสซี่ ลินการ์ด
ครั้นเมื่อจับ อันเดร์ เอรร่า ลงมาเป็น 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางของระบบ 4-2-3-1 มันก็ยังขัดๆเขินๆชอบกล แถมตัวหลักในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางฤดูกาลที่แล้วประกอบด้วย บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค ก่อนจะขยับ เวย์น รูนี่ย์ ลงมารับหน้าที่นี้อีกคน
"หน้าต่ำ" ก็ไม่เหมาะสม 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางก็ไม่ใช่ ถ่างออกไปเล่นเป็นตัวริมเส้นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ดูเหมือนจะไม่มีตำแหน่งไหนเหมาะสมกับ อันเดร์ เอรร่า ในระบบ 4-2-3-1 ชูนอกจากจะเล่นเป็น 1 ใน 3 ของมิดฟิลด์ตัวกลางตามระบบ 4-3-3 นั่นแหละ
สถิติการทำแต้มในฤดูกาลต่อมาของดาวเตะค่าตอบแทน 29 ล้านปอนด์ผู้นี้ ต่ำลงเหลือ 5 ประตู จากการลงสู่สนามทั้งหมด 41 นัดหมายในทุกรายการ
กระทั่งการมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ รวมทั้งผู้เล่นใหม่อีก 4 หน่วย เอริก ไบยี่, เฮนริค มคิทาร์ยาน, ปอล ป็อกบา รวมทั้งซลาตัน อิบราฮิโมวิช
"มูมู่" นิยมสูตร 4-2-3-1 กับ 4-3-3 ตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งการมาของดาวเตะค่าตอบแทน 89 ล้านปอนด์ น่าจะส่งผลเสียต่อ อันเดร์ เอรร่า โดยตรง
ความเป็นดาวเตะค่าตอบแทนแพงที่สุดในเมืองมนุษย์รับรองตำแหน่งตัวจริงของ "คุณป๊อก" อัตโนมัติอยู่แล้ว ส่วนอีกตำแหน่งในแดนกึ่งกลางที่เหลือก็มีทั้ง มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค รวมทั้งบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เมื่อลองจัดผู้เล่นชุดที่ดีเยี่ยมที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนเปิดฤดูกาลนี้ ชื่อของ อันเดร์ เอรร่า น่าจะตกตรวจมันยังไม่ใช่แค่นี้
กว่า "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะค้นพบระบบการเล่น รวมทั้ง 11 ตำแหน่งที่เหมาะสมลงตัวที่สุด เวลาก็ผ่านไปเกือบจะครึ่งฤดูกาล ซึ่งผลปรากฏว่า อันเดร์ เอรร่า จัดเป็นผู้เล่นระดับเสาหลักตกมันทั้ง 2 ระบบในสูตร 4-3-3 เขาเป็น 1 ใน 3 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา รวมทั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค
สำหรับในสูตร 4-2-3-1 เขาเป็นใน 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา โดยคนที่หลุดจากตัวจริงในสูตรนี้เป็นคุณปลัดคาร์ริค
หน้าที่หน้าที่ในทั้ง 2 ระบบ เป็นบดบี้ทำลายเกมคู่แข่งให้สิ้นซาก ซึ่งพี่น้อยแกก็ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเยอะขึ้น
สังเกตได้เลยครับว่า…บอลอยู่ที่แหน่งใด อันเดร์ เอรร่า ก็อยู่ตรงนั้น ว่ารวมทั้งเลยปรับให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับอย่างเต็มตัวช่วยทำให้เพื่อนฝูงร่วมทีมอย่าง ปอล ป็อกบา ทำเกมรุกได้อย่างอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกันกับช่วยทำให้ผู้เล่นวัยชราอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ไม่ต้องออกแรงมากอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นผู้ปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์แบบ
ระยะแรกๆของการรับบทนี้ พวกเราจะมองเห็นได้ว่าเขายังเข้าบอลค่อนข้างเปิดเผยกระทั่งชอบเสียฟาวล์โดยไม่จำเป็นพอๆกับได้ใบเหลืองบ่อยๆ คล้ายๆพอล สโคลส์ เวลาเล่นเกมรับแต่ว่าหลังจากที่ลงเล่นในตำแหน่งนี้เยอะขึ้นท่านผู้ชมสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นเข้าบอลเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เสียฟาวล์รวมทั้งโดนใบเหลืองแบบทึ่มๆเหมือนเก่า
ว่ารวมทั้งจะต้องยกย่องยอดกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เสกให้ผู้เล่นที่เหมือนจะไม่เข้ากับระบบการเล่นใดๆก็ตามของ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่จำเป็นมากเฮียเครียดมึงแลเห็นจุดเด่นของสมาชิกชาวสเปนผู้นี้ว่าอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท วิ่งตามล่าพลางบดบี้ไม่มีหยุดบนความหน่วงหนักแบบถึงลูกถึงเมียก็เลยจับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความยอดเยี่ยมสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อเกมรับจริงๆ

ภายหลังจากหมดยุคหมดสมัยของ ไบรอัน ร็อบสัน รวมทั้ง พอล อินซ์ ก็มี รอย คีน มารับช่วงหน้าในการเป็นมิดฟิลด์ตัวล้างผลาญของ แมนฯ ยูไนเต็ด
ตั้งแต่แมื่อ รอย คีน ขับไล่ตัวเองออกจากเครื่องนุ่งห่มปีศาจแดง ดูราวกับว่ามิดฟิลด์ตัวรับที่มีความหฤห่ามแบบนี้จะสิ้นพันธุ์ไปจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ดาวเตะจอมแทงทะลุดาร์กซ์อย่าง อลัน สไม่ธ ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยามปั้นให้เป็น "นิว คีโน่" ก็ไม่ใช่ เพราะชั่วร้ายอย่างเดียวแบบไม่มีกลเม็ดเด็ดพราย
ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็จัดเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ไปถึงเป้าหมาย แต่ว่าถ้าเอ๋ยถึงสไตล์การเล่นนั้นก็นุ่มนิ่มรวมทั้งตุ๋มติ๋มต่างจากลูกพี่คีโน่อย่างสิ้นเชิง

18 สกอร์ที่ลบไปของ หงส์แดง

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดสะดุ้งก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจำต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงรีบสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่หนแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แต่ว่ามันหลายทีมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงสดุดีถึง ดิว็อค โอริกี้ โดยพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครา ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมจบด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูว่ากล่าวนโญ่เจ็บไข้ตอนพักครึ่ง ผมเลยจำต้องแปลงออก มันเป็นเรื่องที่จำต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นตาทรงกลมตอบปัญหา แต่กระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจำต้อง โฌแอล มาว่ากล่าวป เพราะเหตุใดจำต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุใดไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมแค่เห็นว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ช่วงเวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งจะหายมาอาจจะยังไม่เหมาะสมกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบงั้น'' ฟังแล้ว กลายเป็นผลึกแบบเดียวกันมั้ย
1. การที่แปลงมาใช้หลังสามด้วยการถอดนักฟุตบอลที่ฝากความหวังได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็นำเอาการเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อตรึกตรองจากความแน่นแฟ้นของเกมรับลิเวอร์พูลที่ผ่านมา
2. ถ้าหากสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมอย่างงี้'' ก็ไม่สมควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกสิ่ง เนื่องมาจากมันเหมือนทำข้อสอบแล้วคิดไม่ออกก็วงคาดเดาๆไป
3. ในขณะที่โดน 2-2 ถึงท้ายเกมแต่เวลาก็ยังพอคงเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างน้อย 7 นาที เพราะเหตุใดขอรับ เขาถึงอาจจะนิ่งที่จะปรับแต่งสถานการณ์ มีสิ่งใดบันดาลใจให้เชื่อว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังทลายประตูลำดับที่สามได้
ซีซั่นนี้นอกเหนือจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับบ้านที่ดินแดนใต้ด้วยความชอกช้ำระกำใจมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และ 6-3 ที่เราดิสัน พาร์ค โดยเหตุนี้แล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมอย่างงี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ มีผลกระทบแน่ๆฤดูนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไร้สตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แต่กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ครึ่งหลังลงมาเร่งเครื่องจนกระทั่งบดออกนำไปเรียบร้อย ถ้าหากรักษาสกอร์มิได้ ก็จำต้องกระหน่ำเพิ่ม แต่สโมสรสีแดงที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ทำมิได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งข้อสันนิษฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แต่ว่านี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาอุตสาหะเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอคอยคว้าความบกพร่องเข้าจู่โจมดั่งดังเช่นลูกแรกที่ทำได้ นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรอย่างงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ถัดมาเสียทีคารังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งที่อุตสาห์ฮึดเหมือนกลับมาได้แล้วและแน่นอนที่เดอะ ค็อปอาจจะจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยือนบอร์นมัธต้นเดือนธันวาคม คำถามคือเพราะเหตุใดคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แต่ว่ามักป้อแป้กับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่แข่งกรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แต่ว่าทราบมั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมข้างล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัด ใช้สมองน้อยๆคำนวณเท่ากับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ สิตี้ ถ้าหากพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงเพื่อนข้างสวน เอฟเวอร์ตัน เกือบจะชูขันหมากอัญเชิญให้รีบมาพบเลยฟุตบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเขยื้อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังกดดันเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาทุจริตความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าเพราะเหตุใดสองปีมานี้ถึงนำเอามาตรฐานวนเวียนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจออกลูกสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมเท่านั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีและแมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่เมื่อถึงแมตช์ที่จำต้องชนะก็ชนะ ขุนศึกตราไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ กวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 ทีมข้างล่างของตาราง โดยทำตกหายไปแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าหากออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางก็ได้เมื่อพบทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จำต้องมานั่งปรับทุกข์กัน เพราะเหตุว่าทีมเล็กมีเยอะกว่า
จุดต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 ลูกจากทั้งผอง 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดียิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ใครก็ช่างมาเจอก็ชอบซักซ้อมลูกตั้งเตะมาคอยเล่นงาน เนื่องมาจากคล็อปป์นิยมให้ลูกทีมคุมโซนมากกว่าเกาะติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็แทบไม่ต่างอะไรกัน อย่างไรก็ดีก็มีคนชูใจความสำคัญว่าความสามารถของทีมวัดกันทุกข์ยากลำบาก เพราะเหตุว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกระจายมากกว่ายังไงก็แล้วแต่ ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่ผูกติดการบรรลุผลเสมอมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี้พรีเมียร์ลีก แต่ว่าก็ทำได้ใกล้เคียงมา 2-3 ทีตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งถือเป็นทีมที่มีการพรีเซนเทชั่นรูปแบบกระจ่างแจ้ง มีผู้เล่นที่เรียกได้ว่าเป็นตัวผู้แสดงนำชายระดับทวีป
คูว่ากล่าวนโญ่, ฟีร์มีโน่ และมาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ว่าเชื่อว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมประทับใจกับทีมที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสหนวดเคราโน่ เหมือนกันกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินลำดับที่เจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาคำถามเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจอย่างงี้ขอรับ ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจำต้องแปลงใหม่และมีผู้เล่นสำรองตอบแทน ผู้รักษาประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวขอบเส้น และกองหน้า''
ความน่าจะเป็นไปได้ที่จะเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มชูแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ว่ามีมากแค่ไหนกัน ถัดมาหากติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็คงจะเดาหัวใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงพอใจต่อทีมที่มีพอเหมาะ โดยเหตุนี้แล้วโอกาสที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณมากแค่ไหนก็อาจจะขึ้นกับว่าสุดท้ายจบอันดับมากแค่ไหนในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และโบโร่
ถ้าหากเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตว่ากล่าวโน่ก็อาจจะลูบคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่นอนก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะตัดสินคดีผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เหตุว่า หลังจากได้คุมสุดกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูควรจะให้เกรดที่มากแค่ไหนกัน 18 แต้มที่หายไป… จำต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เพราะเหตุว่าหากทำได้เดี๋ยวนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม